July 29, 2020

ZAF

องค์กรประสานตรวจสอบข่าวสาร

ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลคอสเตลโล – นิรนาม

หลังจากที่ได้ทำงานให้กับหนังสือพิมพ์รายวันยักษ์ใหญ่แห่งซานฟรานซิสโกมาหลายปี เจอรัลด์ เฟรนช์ก็เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดที่ประเทศไอร์แลนด์เพื่อใช้วันหยุดพักผ่อนสามเดือน มันเป็นการเยี่ยมเยียนอันแสนสั้นหลังจากที่หักเวลาในการเดินทางออกไปแล้ว และในยามบ่ายวันนี้ของเดือนมกราคม นักหนังสือพิมพ์หนุ่มตระหนักว่าวันหยุดของเขาใกล้จะหมดลงเต็มที วันเวลาที่เขาจะได้พำนักอยู่ในประเทศอันเป็นบ้านเกิดนั้นมีเหลือนับได้เป็นวันเท่านั้นเอง
เขาใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงกับดร. ลินน์ บาทหลวงผู้คุ้นเคยกันมานมนาน ทั้งคู่เดินมายังสนามของโบสถ์ และเดินผ่านประตูที่เปิดออกไปยังทางเดินแคบๆ ระหว่างหลุมศพในสุสาน มันเป็นสุสานเล็กๆ ที่เก่าแก่มากของชนบทอันห่างไกล ต้นหญ้าพากันเจริญงอกงามจากเถ้าธุลีอันเกิดจากร่างที่ถูกฝังอยู่นับสามร้อยกว่าปี อย่างน้อยที่ดินไม่กี่เอเคอร์ก็ได้ถูกอุทิศเพื่อวัตถุประสงค์นี้มาเนิ่นนานถึงเพียงนั้น
“เอาละ พ่อจะไม่เดินไปไกลกว่านี้แล้ว”  ดร. ลินน์พูด และหยุดอยู่ ณ กำแพงกั้นเขตโบสถ์ที่มีบันไดไม้ทอดเชื่อมระหว่างสุสานกับถนนสายเล็กๆ ที่อยู่ติดกัน “คงจะต้องกล่าวสายัณห์สวัสดิ์ล่ะนะเจอรัลด์ และขอบอกว่า พ่อยินดีที่ลูกอุตส่าห์ใจดีแวะมาเยี่ยมคนแก่โง่เง่าอย่างพ่อ”
“ผมไม่คิดว่าคู่อริของคุณพ่อจะพูดอย่างนั้นหรอกนะครับ” เจอรัลด์กล่าวขึ้นพร้อมกับหัวเราะเสียงค่อย “ผมหวังว่าจะได้ใช้เวลาอันแสนสุขแบบนี้อีกสักวัน ก่อนจะไปจากไอร์แลนด์” เขาพูดขณะวิ่งขึ้นบันไดไปยืนอยู่บนกำแพง เหลียวกลับมาเพื่อโบกมืออำลาก่อนที่จะก้าวลงไป แต่แล้วกลับหยุดเท้ากะทันหัน
“นั่นอะไรครับ” เขาถาม ชี้มือลงไปทางสุสาน
พระอธิการหันกลับไปดู แต่ก็มองไม่เห็นสิ่งใดเพราะถูกบังไว้ด้วยพงหญ้าสูงและดงตำแยที่สูงยิ่งกว่า เจอรัลด์มองเห็นเจ้าสิ่งนั้น ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตามที เพราะขณะนี้เขายืนอยู่ในที่สูง
“มันเหมือนโลงศพเลยครับ” ชายหนุ่มรีบปีนกลับลงมาแล้วเดินแหวกพงหญ้าไปยังของสิ่งนั้น พระอธิการตามไปติดๆ
โลงศพแบบเรียบๆ ทำด้วยไม้ทาสีโลงหนึ่งตั้งอยู่อยู่บนแอ่งดินเล็กๆ ระหว่างหลุมศพสองหลุม โลงปิดอยู่ แต่เมื่อพยายามจะเคลื่อนย้ายก็พบว่ามันไม่ใช่โลงเปล่า และหลังจากสำรวจดูใกล้ยิ่งขึ้น ทำให้เห็นว่าฝาโลงไม่ได้ขันแน่นด้วยตะปูควงแบบโลงทั่วไป แต่ตอกตะปูไว้อย่างลวกๆ เท่านั้น  ดร. ลินน์กับเจอรัลด์มองหน้ากัน มันจะต้องมีอะไรลึกลับเกี่ยวกับการที่โลงศพมาตั้งอยู่บนดินเช่นนี้อย่างแน่นอน
“มีศพใครที่ยังไม่ทันได้ฝัง ถูกขัดจังหวะเสียก่อน หรืออะไรทำนองนั้นบ้างหรือเปล่าครับ” เจอรัลด์ถาม
“ไม่มีอะไรอย่างนั้นเลยนะ แหม พ่ออยากให้โบแลนอยู่ด้วยจัง เขาคงพอจะรู้อะไรบ้างหรอก”
โบแลนเป็นผู้ดูแลโบสถ์ เจอรัลด์รู้ว่าเขาพักอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ จึงอาสาออกไปตามตัวมา  ดร. ลินน์พิจารณาโลงอัปมงคลสีดำใบนั้นอย่างถ้วนทั่ว มันไม่มีป้ายหรือเครื่องหมายบอกอะไรเลย ในระหว่างนั้นหนุ่มเจอรัลด์ก็เร่งฝีเท้าไปตามถนนเบื้องล่างเพื่อไปยังบ้านของโบแลน
ผู้ดูแลโบสถ์อยู่บ้าน กำลังเตรียมที่จะร่วมวงสูบยาเส้นกับช่างเหล็กประจำหมู่บ้านในตอนที่เจอรัลด์ไปถึงพร้อมด้วยข่าวเรื่องการค้นพบอันแปลกประหลาดในสุสาน ครอบครัวโบแลนทั้งสิบเอ็ดคนซึ่งรวมตัวรอบกองไฟรับฟังข่าว แล้วก็แยกย้ายกันออกไปกระจายข่าวนั้นโดยทันทีทันควันทั้งสิบเอ็ดคน เรื่องราวใดๆ ที่ถูกถ่ายทอดให้กับคนในครอบครัวโบแลนย่อมจะแพร่สะพัดไปทั่ว
ช่างเหล็กกับผู้ดูแลโบสถ์ลุกขึ้นพร้อมกัน แล้วตามเจอรัลด์ไปยังที่ที่เขาทิ้ง  ดร. ลินน์ไว้  ทว่าในตอนนี้ดร. ลินน์ไม่ได้อยู่ตามลำพัง ท่านอธิการได้ยินเสียงฝีเท้าของตำรวจที่ออกเดินลาดตระเวนมาตามถนน จึงร้องเรียกออกไป แล้วตำรวจสองนายก็มาอยู่เป็นเพื่อนท่าน พวกเขายืนงุนงงกันอยู่ท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงแสงจากโคมไฟ สองดวงที่พวกเขาถือไว้ ทว่าแสงสว่างนี้มองเห็นได้จากถนน และมันทำให้คนบางคนหลบเลี่ยงไป เนื่องจากแสงสว่างในสุสานนั้นสมควรที่จะหลีกเลี่ยงให้ไกล แต่บางคนที่ได้ยินเสียงคนพูดยอมให้ความอยากรู้อยากเห็นเอาชนะความหวาดหวั่น พวกนี้ก็จับกลุ่มกันเข้ามาเงียบๆ อ้าปากค้างด้วยความสงสัย เมื่อเจอรัลด์กับพวกมาถึงจึงได้พบกับคนกลุ่มนี้รออยู่
ในการตอบคำถามทั่วๆ ไปนั้น โบแลนเรียกได้ว่าโง่บัดซบทีเดียว ในการสอบปากคำนี้ เขาไม่ลังเลเลยที่จะยอมรับว่าเขามืดแปดด้าน เมื่อเจอรัลด์เห็นว่าไม่มีใครกล้าเสี่ยงแตะต้องโลงศพที่ตั้งถมึงทึงน่ากลัว เขาจึงเอ่ยขึ้นเป็นนัยๆ ว่าควรจะเปิดมันออกดู บรรดาฝูงชนต่างพึมพำขึ้นด้วยความแคลงใจและมองไปทางตำรวจในฐานะที่เป็นตัวแทนของทางการ เจ้าหน้าที่ทั้งสองคนขยับเข็มขัดอย่างอึดอัดและดูท่าจะตกลงใจไม่ได้ว่าจะเอาอย่างไร  ดร. ลินน์จึงเข้าจัดการโดยออกคำสั่งขึ้นว่า “เปิดฝาโลงออก แอนดี้”
“เออ น่านน่ะสิ  ท่านอธิการเป็นผู้พิพากษาไม่ใช่เรอะ เอาเลยแอนดี้ แกนั่นแหละ เปิดเลย” เสียงมาจากฝูงชนที่รายล้อมอยู่
เมื่อได้แรงหนุน ช่างเหล็กก็ก้าวออกมาข้างหน้า แล้วเปิดฝาโลงที่ถูกปิดไว้ลวกๆ ออกอย่างง่ายดาย นายตำรวจทั้งสองยื่นโคมไฟเข้าไปส่องดูในโลง เจอรัลด์อยู่ในแถวหน้าของบรรดาฝูงชนที่ขยับเข้าใกล้
โลงใบนั้นไม่ใช่โลงเปล่า มีร่างซีดขาวอย่างคนตายของสาวรุ่นนางหนึ่งนอนอยู่ใต้แสงโคมไฟ ใบหน้างดงามเรียบๆ ที่มีคิ้วดกดำได้รูปนั้นดูสงบสำรวมราวกับเธอกำลังนอนหลับ ร่างกายตกแต่งไว้อย่างเต็มที่ด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่มีราคาแพงและทันสมัย ปอยผมสีดำโผล่พ้นจากผ้าลูกไม้ที่พันรอบศีรษะ มือสองข้างที่ไขว้กันใต้ทรวงอกสวมถุงมือไว้อย่างเรียบร้อย ไม่มีใครสักคนในที่นั้นเคยเห็นหน้าสาวน้อยลึกลับผู้นอนอยู่ตรงนี้มาก่อนเลย
เสียงพึมพำด้วยความสนเท่ห์และเวทนาดังลอดออกมาจากบรรดาพวกที่ยืนมุงดู “พิโธ่เอ๋ย” “เธอสวยนะ” “ยังเด็กอยู่เลยด้วย!” “สวยอย่างกับนางฟ้าเลยนั่น”
“มีใครรู้จักเธอบ้างไหม” ท่านอธิการถามขึ้น และเมื่อไม่มีใครตอบ ท่านก็ถามคำถามที่สร้างความปั่นป่วนให้กับละแวกเมืองดริมและทั่วประเทศไอร์แลนด์ไปอีกนาน “เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
การสืบสวนที่เกิดขึ้นในตอนนั้นไม่ได้ผลที่น่าพอใจ พื้นหญ้ารอบๆ บริเวณนั้นถูกเหยียบย่ำและเต็มไปด้วยรอยเท้าของฝูงชนที่อยากรู้อยากเห็น ร่องรอยของผู้ที่แบกโลงศพเข้ามาจึงเท่ากับถูกกำจัดออกไปโดยสิ้นเชิง เห็นได้ชัดเจนว่าคดีนี้ต้องการเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงและเข้าปฏิบัติหน้าที่ คนที่มุงดูอยู่ก็เริ่มกระจัดกระจายกันไป
การชันสูตรศพไม่ได้ให้ความกระจ่างเพิ่มขึ้นเลย หลักฐานทางการแพทย์ล้มล้างเหตุฆาตกรรมออกไป เนื่องจากพิสูจน์ได้ว่าสาเหตุการตายเกิดจากโรคหัวใจ และโลงศพอาจถูกนำมาทิ้งไว้ที่นั่นตอนไหนก็ได้ภายในสามสิบหกชั่วโมง เนื่องจากไม่มีใครผ่านไปแถวสุสานเลยตั้งแต่เช้าวันก่อน และความจริงอาจเป็นไปได้ว่า มีคนเป็นโหลเดินผ่านไปโดยไม่ทันสังเกตเห็นสิ่งที่เจอรัลด์ได้ค้นพบโดยบังเอิญขณะปีนขึ้นไปบนกำแพง อย่างไรก็ตาม ไม่น่าเป็นไปได้ที่ของใหญ่ขนาดนั้นจะวางอยู่โดยไม่มีใครสังเกตเห็นได้เป็นเวลานานๆ และคณะแพทย์ลงความเห็นว่ายี่สิบสี่ชั่วโมงก่อนที่ร่างของเธอจะถูกพบนั้นหญิงสาวยังมีชีวิตอยู่
เมื่อไม่มีข้อสงสัยว่าเป็นกรณีฆาตกรรม อีกทั้งการตรวจสอบทางการแพทย์ก็ไม่บ่งชี้ไปทางนั้น ความสนใจหลักจึงมุ่งไปประเด็นที่ว่าเธอเป็นใคร  ซึ่งก็นับว่าน่าฉงนใจเหลือเกิน
เรื่องนี้กลายเป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์ของกรุงดับลิน หลังจากนั้นก็ไปปรากฎอยู่ในหนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่หลายฉบับในลอนดอน และ “เรื่องลึกลับแห่งสุสานเมืองดริม” ก็กลายเป็นหัวข้อในการพูดคุยกันอย่างกว้างขวาง แต่ข่าวที่แพร่กระจายออกไปไกล ตลอดจนการสืบสวนจากร่องรอยที่พอจะมีอยู่ก็ไม่ช่วยให้ความกระจ่างใดๆ เพิ่มขึ้นเลย ไม่มีใครหายตัวไป ไม่มีใครจำรูปถ่ายของผู้ตายได้ และในที่สุดการสืบหาเรื่องราวนี้ก็ถูกละทิ้งไปแม้แต่ในท้องที่ที่เกิดเรื่องขึ้น แล้วร่างของคนตายผู้ไม่มีใครรู้จักก็ถูกฝังไว้ใต้ผืนดินเดียวกับที่ร่างของเธอถูกพบนั่นเอง
เจอรัลด์ เฟรนช์ก็เหมือนกับนักข่าวที่ดีส่วนใหญ่ที่มีสัญชาตญาณของนักสืบแก่กล้าอยู่ในตัว เขาเก็บเรื่องลึกลับนี้ไว้ในใจและค้นหาเรื่องราวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เขาอุทิศวันหยุดพักผ่อนที่เหลือเพียงไม่กี่วันให้กับการสืบเสาะที่ทำอย่างเป็นระบบด้วยความอดทน โดยเริ่มจากเบาะแสที่ได้มาจากการตรวจศพของเจ้าหน้าที่ เขาจัดการหารูปดีๆ ของหญิงผู้ตาย และบันทึกรายละเอียดของเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ ไล่ไปตั้งแต่ผ้าลูกไม้ที่โพกศีรษะจนถึงรองเท้าบู๊ตแบบฝรั่งเศสอันงามประณีตที่เธอสวม การตรวจสอบครั้งแรกไม่ได้ผลอะไรเลย เขาเอารูปของเธอไปให้พนักงานรถไฟและพนักงานโรงแรมดู แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าเคยเห็นเธอตอนยังมีชีวิต แม้แต่ตัวโลงศพซึ่งเป็นโลงสำเร็จรูปราคาถูก ก็ไม่มีเบาะแสพอจะสาวไปถึงร้านที่ขายมันได้ กระเป๋าคาดเอวที่คาดอยู่กับเอวของเธอคงเคยมีอักษรย่อห้อยอยู่ เพราะบนแผ่นหนังมีรูสำหรับคล้องตัวอักษรย่อ ซึ่งมีร่องรอยถูกมีดแงะออกไปอย่างรีบร้อน กระเป๋าใบสวยนั้นว่างเปล่า สภาพของมันที่เป็นอยู่ไม่ได้บ่งบอกสิ่งใด นอกจากว่ามีคนพยายามกำจัดหลักฐานที่จะบ่งชี้ว่าผู้ตายเป็นใคร ผ้าลินินที่ห่อศพไว้นั้นเป็นของใหม่และมีคุณภาพดี แต่ก็ไม่มีเครื่องหมายอะไรอยู่เลย มีเพียงผ้าเช็ดหน้าซึ่งพบในกระเป๋าเท่านั้นที่มีตราประจำตระกูลขุนนางปักไว้อย่างประณีตที่มุมหนึ่ง
ตรานั้นเป็นรูปศีรษะและไหล่ของอัศวินสวมเกราะปิดหน้า บนพื้นหลังที่ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนตามแนวนอน ปักรูประฆังให้ด้านเดียวกันชนกันเป็นตารางคล้ายกระดานหมากรุก ความรู้งูๆ ปลาๆ ในเรื่องตราประจำตระกูลที่มีอยู่ช่วยเจอรัลด์ได้เพียงเท่านี้ เขาไม่แน่ใจเกี่ยวกับสีที่ถูกต้องของลายปัก แต่มั่นใจว่าผู้ที่มีความรู้ในด้านนี้คงบอกได้ไม่ยากเพราะลักษณะที่ไม่ธรรมดาของตรานั้น เขาร่างภาพของตรานั้นขึ้นอย่างละเอียด แล้วส่งสำเนาไปยังวิทยาลัยเฮอเริลด์ ส่วนภาพร่างฉบับจริงนั้นเขาเก็บไว้กับตัวเอง แน่นอนว่าตัวผ้าเช็ดหน้ากับของอื่นๆ ที่พบในตัวของเธอนั้นเกินกว่าที่เขาจะเอื้อมไปถึง
คำตอบจากวิทยาลัยเฮอเริลด์มาถึงก่อนที่วันหยุดของเจอรัลด์จะหมดลง และเขาต้องจำใจเดินทางออกจากไอร์แลนด์เพียงวันหรือสองวัน แต่คำตอบที่ได้มานั้นยิ่งทำให้ความลึกลับนั้นยิ่งเป็นปริศนามากขึ้นไปอีก
ภาพร่างของตราถูกระบุได้โดยทันที และสำหรับค่าตอบแทนที่เจอรัลด์ส่งไป ทางวิทยาลัยก็ได้ส่งภาพระบายสีมาให้ ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าลายปักนั้นถูกต้องจริงๆ พื้นหลังของตรานั้นถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนในแนวนอน ส่วนบนเป็นสีเงิน ส่วนล่างเป็นสีฟ้า และจากที่เห็นนี้ เจอรัลด์สรุปได้ว่าผ้าเช็ดหน้านั้นปักโดยผู้ที่คุ้นเคยกับตรานี้เป็นอย่างดี เขาคิดว่าคงจะเป็นฝีมือจากคอนแวนต์สักแห่งในฝรั่งเศส มีคติพจน์ภาษาฝรั่งเศส “ไม่มีใครหยามได้” ปรากฏอยู่ด้านล่าง จากการสังเกตและการอ้างอิงระบุได้ว่าตรานี้เป็นของขุนนางตระกูลคอสเตลโล ซึ่งออกจากไอร์แลนด์ไปตั้งรกรากอยู่ในสเปนเมื่อประมาณศตวรรษที่สิบเจ็ด ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลตายลงเมื่อประมาณหกสิบปีก่อน ในการสู้รบที่วิตตอเรียระหว่างสงครามคาบสมุทร และตระกูลนี้สูญสิ้นไปแล้ว ตามคำประกาศอันไร้ข้อกังขาของผู้เชี่ยวชาญแห่งวิทยาลัยเฮอเริลด์
แต่กระนั้น เจอรัลด์กลับได้เห็นตราปักอันเดียวกันนี้บนผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าของหญิงสาวนิรนาม ซึ่งเขาเองเป็นคนแรกที่ค้นพบร่างอันปราศจากลมหายใจของเธอเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ณ สุสานเล็กๆ อันห่างไกลที่ดริม จะให้เขาคิดว่าอะไรดี เรื่องราวนี้จะนำเขาไปพบกับความแปลกประหลาดพิลึกพลั่นอะไรบ้างหนอ
ก่อนวันออกเดินทาง เจอรัลด์เดินไปที่พำนักของท่านอธิการเพื่อกล่าวอำลากับ ดร. ลินน์ เจอรัลด์รู้ว่าท่านอธิการมีความรู้ลึกซึ้งกว้างขวางในเรื่องประวัติท้องถิ่น และคิดว่าท่านอาจจะเล่าอะไรเกี่ยวกับตระกูลคอสเตลโลที่มีความเชื่อมโยงกับจารีตประเพณีหลายอย่างของแถบเวสต์มีทธ์ให้เขาฟังได้ ซึ่งเขาก็ไม่ผิดหวัง และเรื่องที่เขาได้ฟังยังทำให้เกิดแง่มุมใหม่ๆ เกี่ยวกับปริศนาที่เขาสืบอยู่ด้วย ตระกูลคอสเตลโลเป็นหนึ่งในบรรดาหัวหน้าเผ่าที่อยู่ตอนกลางของประเทศในยุคการครอบครองของครอมเวลล์ ครอบครัวนี้ได้ร่วมต่อต้านอย่างเข้มแข็ง และถูกทำลายชนิดขุดรากถอนโคนโดยครอมเวลล์ที่เป็นผู้สำเร็จราชการ ที่ดินของครอบครัวเฟรนช์ที่บอลลีวอร์ก็เคยเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของตระกูลคอสเตลโล ต่อมาบรรพบุรุษของเจอรัลด์ก็ซื้อต่อมาจากหนึ่งในกลุ่มผู้สนับสนุนครอมเวลล์ ซึ่งได้ครอบครองทรัพย์สินที่ถูกริบมา
ถึงตอนนี้ชายหนุ่มเริ่มหมกมุ่นกับการสืบเสาะเรื่องราว จนถึงขั้นทุ่มเวลาส่วนตัวทั้งหมดที่เหลือให้กับมัน
แต่วันสุดท้ายแห่งการมาเยี่ยมบ้านของเจอรัลด์ก็ผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย และในยามเช้าที่สดใส แลร์รี คนรับใช้ของพี่ชายก็ขับรถไปส่งเขายังเมืองอัธโลนเพื่อขึ้นรถไฟไปยังควีนส์ทาวน์
“นายท่าน คงจะไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอีกหกปีถึงจะกลับมาเยี่ยมบ้านอีกครั้งนะครับ” คนรับใช้ผู้เป็นกังวลกับการจากไปของเจอรัลด์เอ่ยขึ้น
“ไม่รู้สินะ” เจอรัลด์ตอบ “มันก็ขึ้นอยู่กับหลายอย่าง แลร์รีเอ๋ย”
“ครับ นายท่าน”
“คอยดูไว้นะ ถ้ามีอะไรเกี่ยวกับสาวน้อยที่ตาย แกต้องบอกให้ฉันรู้นะ” เจอรัลด์ได้ขอร้องเรื่องนี้กับพี่ชายของเขาแล้ว แต่ก็มุ่งมั่นที่จะไม่ปล่อยให้โอกาสใดผ่านไปโดยไม่ลองดู
“นายท่านยังคิดเรื่องนี้อยู่อีก ทั้งที่กำลังจะเดินทางกลับอเมริกาหรือครับ” แลร์รีเอ่ยถามด้วยอาการประหลาดใจระคนนับถือ
“ก็ใช่น่ะสิ ทำยังไงฉันก็ยังอดคิดถึงมันไม่ได้” เจอรัลด์ตอบอย่างรำคาญ
“นายท่านหงุดหงิดที่ผมถามหรือครับ” คนรับใช้เอ่ยด้วยท่าทางสลด “ได้ครับ นายท่าน อย่าห่วงไปเลย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ผมจะเรียนให้นายท่านทราบ แต่ที่แน่ๆ น่ะตอนนี้เธอถูกฝังไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าเราจะได้รู้อะไรเกี่ยวกับเธอบ้าง เราก็คงจะรู้ไปนานแล้วล่ะครับ”
เจอรัลด์จับมือล่ำลากับแลร์รีผู้สัตย์ซื่อ แล้วหย่อนเหรียญทองหนึ่งปอนด์ใส่มือของเขา
คนรับใช้มองตามรถไฟที่เคลื่อนขบวนช้าๆ ออกจากสถานี
“น่าสงสารเหลือเกิน สุภาพบุรุษหนุ่มอนาคตไกลกลับมาลุ่มหลงรักแม่สาวที่ตายไปแล้ว”
นั่นคือความคิดเห็นที่แลร์รีมีต่อรสนิยมในเชิงสืบสวนของเจ้านายของเขา
ที่เมืองควีนส์ทาวน์ เจอรัลด์แวะซื้อหนังสือพิมพ์แล้วก็เริ่มอ่านในขณะที่เรือเล็กพาเขาพร้อมด้วยผู้อพยพร่ำไห้ไปขึ้นเรือกลไฟลำใหญ่ที่ลอยลำอยู่นอกอ่าว บางครั้งบางคราวหนังสือพิมพ์ก็จะพูดถึงเรื่องซึ่งโดดเด่นอยู่ในความคิดของเจอรัลด์อยู่บ้าง คำพูดที่คุ้นเคย “เรื่องลึกลับแห่งสุสานเมืองดริม” สะดุดตาเขา เขาอ่านเนื้อหาสั้น ๆ ที่ใจความมีแค่ว่า  การสอบสวนไม่ได้ช่วยให้เกิดความกระจ่างเกี่ยวกับคดีเล็ก ๆ อันแปลกประหลาดเรื่องนี้เลย
‘ใช่แล้ว ถึงยังไงก็ล้มเหลวอยู่ดี’ เขารำพึงขณะที่เรือเล็กกำลังเทียบข้างเรือกลไฟ ‘เพราะถ้าจะมีใครหาอะไรเจอก็คงไม่ใช่เราแน่นอน เพราะเราจะอยู่ที่แคลิฟอร์เนียโน่น และเราคงไม่เจอเบาะแสอะไรจากที่นั่นหรอก’
แต่กระนั้น ในขณะที่เจอรัลด์เดินอยู่บนดาดฟ้าเรือ และมองดูชายฝั่งอันอ้างว้างแห่งคอร์กค่อยๆ จางหายไป ความคิดของเขาก็ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องราวของตระกูลคอสเตลโลที่ถูกเนรเทศ และเขาสงสัยว่าผู้คนที่ถูกเนรเทศเหล่านั้นเห็นอะไรเป็นสิ่งสุดท้ายบนชายฝั่งอันเก่าแก่แห่งคินเซลเมื่อสองร้อยห้าสิบปีที่แล้ว เทียบกับหัวหน้าเผ่าที่ดุร้ายป่าเถื่อนเหล่านั้น ตระกูลเฟรนช์ซึ่งถือตัวว่าเป็นตระกูลเก่าแก่น่าภาคภูมิของท้องถิ่น  ก็เป็นแค่เพียงดอกเห็ดไร้ค่า พวกคอสเตลโลใช้ชีวิตแบบไหนหนอ พวกเขาตายอย่างไร และเป็นมาอย่างไร ตราอันสูงส่งและคติพจน์อันท้าทายนั้น มาอยู่บนผ้าเช็ดหน้าของสาวน้อยไร้ชื่อผู้นอนอยู่ในสุสานแห่งดริม ดริมซึ่งเป็นสุสานเก่าแก่ ดริมอันถูกล้อมรั้วให้เป็นดินแดนของพระผู้เป็นเจ้าตั้งแต่ในยุคสมัยของตระกูลคอสเตลโล เป็นเหตุบังเอิญหรอกหรือที่ที่แห่งนี้ถูกเลือกให้เป็นที่พำนักสุดท้ายของผู้ที่ถือตราของตระกูลไว้ เป็นไปได้ไหมว่าเด็กสาวคนนั้นจะเป็นสายเลือดของคอสเตลโล
เจอรัลด์ชำเลืองมองจดหมายจากวิทยาลัยเฮอเริลด์แล้วก็ส่ายหัว ตระกูลนี้สูญสิ้นไปกว่าหกสิบปีแล้ว
ประมาณสองเดือนหลังจากเจอรัลด์กลับมาถึงแคลิฟอร์เนีย มีข่าวด่วนมาจากผู้สื่อข่าวประจำของ ดิอิฟนิงเมลล์ ในแมรีส์วิลล์ เกี่ยวกับการปะทะกันระหว่างชาวเม็กซิโกเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ในยูบาเคานท์ตี กับพวกกว้านซื้อที่ดินชาวอเมริกันที่อ้างสิทธิในที่ดินส่วนหนึ่งของฟาร์มนั้น เรื่องอยู่ในระหว่างการชี้ขาดของศาลแมรีส์วิลล์ แต่ผู้อ้างสิทธิไม่อยากอดทนกับความล่าช้าของกระบวนการกฎหมาย กลับใช้กำลังเข้ายึดครองที่ดินที่พิพาทกันอยู่ มีการยิงต่อสู้กันถึงขั้นเสียเลือดเสียเนื้อ ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่เป็นผลดีต่อกิตติศัพท์ในการรักษากฎหมายของยูบาเคานท์ตีเลย เรื่องนี้กลายเป็นที่โจษจันในซานฟรานซิสโก และดิอิฟนิงเมลล์ก็เป็นหนึ่งในบรรดาหนังสือพิมพ์ที่มีบทความแสดงความเห็นอันเฉียบแหลม ซึ่งเพิ่มรสชาติให้แก่วงการหนังสือพิมพ์ในฝั่งตะวันตก สองสามวันต่อมาเมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มจะถูกลืมเลือนไป บรรณาธิการประจำเมืองก็เรียกเจอรัลด์ เฟรนช์เข้าพบ
“เฟรนช์” สุภาพบุรุษผู้นั้นเอ่ยขึ้นขณะที่ชายหนุ่มเดินเข้าไปหา “ผมเพิ่งได้รับจดหมายจาก ดอน มิเกล ว.…ว. อะไรสักอย่าง ผมอ่านชื่อไม่ออก แต่ไม่สำคัญหรอก วินเซนซา ใช่แล้ว เจ้าของฟาร์มที่ยิงต่อสู้กันเมื่อวันก่อนไง เขาอยากจะแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องนั้นกับหนังสือพิมพ์ แล้วตอนนี้เขาลงมาที่เดอะเบย์แล้ว คุณน่าจะลองไปดูซิว่าเขาจะพูดอะไร  เขาพักอยู่ที่โรงแรมลิค”
เช้าวันเดียวกันนั้นเจอรัลด์ส่งนามบัตรไป และถูกพาไปยังอพาร์ตเมนต์ของดอน มิเกล วินเซนซา ที่โรงแรมลิคเฮาส์
วินเซนซาเป็นชายหนุ่มอายุมากกว่าเจอรัลด์ไม่เท่าไหร่ เพียงครู่เดียวเจอรัลด์ก็ได้รู้ว่าวินเซนซามีคุณสมบัติทุกประการของสุภาพบุรุษ อีกทั้งยังพูดภาษาอังกฤษได้คล่องมาก เลือกสรรคำพูดได้อย่างเหมาะสม และแทบจะไม่มีสำเนียงเพี้ยนเลย ซึ่งทำให้เจอรัลด์ผู้สัมภาษณ์โล่งใจเป็นอันมาก
“คุณมาจากดิอิฟนิงเมลล์สินะครับ” หนุ่มสเปนพูดขณะลุกขึ้นยืนเมื่อเจอรัลด์เดินเข้าห้องมา “คุณกรุณามากที่อุตส่าห์แวะมาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ นั่งก่อนสิครับ จะรับซิการ์หน่อยไหม ไม่หรือครับ คุณคงไม่ว่าอะไรถ้าผมจะสูบบุหรี่สักหน่อย ผมอยากให้ความคิดแจ่มกระจ่าง และผมมักจะแจ่มกระจ่างที่สุดเวลาอยู่ในควันบุหรี่” เขาหัวเราะน้อยๆ แล้วก็ใช้นิ้วอันเรียวยาวคลี่กระดาษมวนบุหรี่ออก หยิบยาเส้นใส่ ม้วนจนแน่น จุดไฟ เขาสูดเพียงหกครั้งก็หมดมวนขณะที่พูดไปด้วย
“ผู้ชายคนนี้ ข้อเรียกร้องของเจนคินสันคนนี้เป็นเรื่องไร้สาระที่สุด” เขาเริ่ม “แต่ผมไม่ขอพูดถึงล่ะ เรื่องกำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของศาล สิ่งที่ผมอยากจะบอกคุณก็คือ เรื่องจริงๆ ของเหตุการณ์เคราะห์ร้ายที่เกิดขึ้นที่ฟาร์ม ซึ่งผมขอร้องให้คุณเชื่อผมเถอะครับว่า ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย”
แม้ว่าเรื่องที่ซินญอร์วินเซนซาเล่าจะเป็นความจริงทุกประการ แต่มันยาวเยิ่นเย้อมาก เขาเล่าไปเรื่อยๆ มวนบุหรี่มวนใหม่แทบจะทุกๆ สองประโยค เจอรัลด์จดบันทึกในประเด็นที่เห็นว่าสำคัญ แต่เมื่อหนุ่มสเปนเล่าจบลง  เขาก็เห็นว่ามันไม่แตกต่างไปจากที่หนังสือพิมพ์ลงเลย
“เอาล่ะ คุณเห็นไหมครับ” วินเซนซาพูด “ว่าผมตกอยู่ในฐานะลำบาก ที่ผมทำนี่ไม่ใช่เพื่อตัวเองเลยนะ ผมเป็นเพียงตัวแทนของน้องสาวเท่านั้นเอง เอ่อ เรียกว่าน้องคนละพ่อถึงจะถูก แคทลีนาผู้น่าสงสาร” แล้วเขาก็ถอนหายใจและหยุดนิ่งไปสักพัก มวนบุหรี่อีกมวนก่อนจะพูดต่อ
“มันเป็นทรัพย์สินของเธอครับ ทั้งหมดเลย และผมก็ทนไม่ได้ที่จะให้ใครมาใส่ความเธอไม่ว่าในเรื่องใดก็ตาม”
“ผมเข้าใจครับ” เจอรัลด์ตอบ จดบันทึกข้อเท็จจริงนี้ลงไป “แล้วทรัพย์สินนั้น ตกทอดมาถึงเธอจาก…”
“จากพ่อของเธอครับ ผมอยู่ที่นั่นมาสักพักหนึ่งแล้วก่อนที่ท่านจะพบรัก และขอแต่งงานกับแม่ของผมซึ่งเป็นม่าย ทั้งสองท่านตายไปแล้ว และแคทลีนาก็ไม่มีใครอีกแล้วที่จะคอยดูแลเธอนอกจากผม มีก็แต่ญาติห่างๆ ข้างพ่อ ผู้จะได้รับมรดกไปหากว่าเธอตายจากไปโดยไม่ได้แต่งงาน เธอเกลียดพวกเขามากครับ”
เจอรัลด์เองไม่ใช่คนช่างเพ้อฝัน แต่เมื่อนึกถึงสาวน้อยชาวสเปนเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในยูบาเคานท์ตี ยังเป็นโสด แถมยังหน้าตาดี (ถ้าเธอคนนั้นพอจะมีส่วนคล้ายแม่ของเธอบ้าง) ได้จุดประกายจินตนาการของเขาให้ฟุ้งขึ้นมานิดหน่อย เขาจับมือล่ำลากับชายหนุ่มอย่างสนิทใจขณะที่ลุกยืนขึ้น และได้แต่หวังว่าพวกเขาน่าจะทำความคุ้นเคยกันให้มากกว่านี้
“ขอให้แน่ใจเถอะครับว่าผมจะลงเรื่องของคุณอย่างที่คุณเล่ามาทุกอย่าง ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” เจอรัลด์บอก  ก่อนที่เรื่องทายาทสาวจะถูกเอ่ยถึง เขามองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าเรื่องจากสัมภาษณ์ครั้งนี้จะเอาไปเขียนอะไรได้สักย่อหน้า
พูดได้ว่าซินญอร์วินเซนซาพอใจกับเนื้อหาที่ลงในดิอิฟนิงเมลล์ เพราะเจอรัลด์ได้รับข้อความแสดงความขอบคุณจากเขา แล้วเหตุการณ์นั้นก็ถูกลืมเลือนไป ทว่าเจอรัลด์เองให้ความสนใจมากขึ้นกับข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีที่ดินในศาลแมรีส์วิลล์ ซึ่งปรากฎในหนังสือพิมพ์อยู่บ้างนานๆ ครั้ง
มีรายงานข่าวสั้นด้วยคำพูดห้วนๆ ที่แสนสั้นอันเป็นลักษณะเฉพาะของโทรเลขสำคัญๆ สรุปเรื่องนี้ว่า ผลการตัดสินให้ฝ่ายจำเลยชนะคดี และไอแซ็ค ฮอลล์ แห่งสำนักงานกฎหมายฮอลล์และแม็คโกแวน ผู้ว่าความชนะคดีได้เดินทางกลับซานฟรานซิสโกแล้ว เจอรัลด์ยินดีที่ได้รู้ว่าหญิงสาวผู้นั้นได้รับการยืนยันสิทธิของเธอ และตั้งใจว่าจะสัมภาษณ์ฮอลล์ผู้คุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างดี ดังนั้นหลังจากที่พยายามอยู่สองสามครั้ง เขาก็มีโอกาสได้พบกับทนายผู้มีงานยุ่ง แต่ยังอุตส่าห์ใจดีจัดเวลาว่างประมาณครึ่งชั่วโมงให้การต้อนรับสหายหนุ่ม
“คุณฮอลล์ครับ” เจอรัลด์พูดขึ้นขณะหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้แขกในห้องทำงานส่วนตัวของทนายความ “ผมอยากถามอะไรสักสองสามข้อเกี่ยวกับคดีที่ดินในแมรีส์วิลล์”
“ว่ามาเลยพ่อหนุ่ม ผมมีเวลาให้คุณยี่สิบนาที” ทนายความกล่าว เขายินดีจะทำให้ชัยชนะที่เขาได้รับเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่หนังสือพิมพ์ได้กล่าวขานถึง อีกทั้งปกติก็ไม่เคยปฏิเสธการให้สัมภาษณ์อยู่แล้ว “คุณอยากรู้อะไรล่ะ”
“เป็นการต่อสู้ที่หนักหนาเอาเรื่องสินะครับ” นักข่าวถาม
“ใช่แล้ว” ฮอลล์ตอบ “หนักหนาเอาการ แต่ฝ่ายเรามีสิทธิตามกฎหมาย มิหนำซ้ำยังครอบครองทรัพย์สินอยู่ ทนายที่ดีควรจะต้องเอาชนะได้เสมอเมื่อมีสองอย่างนั้นอยู่ในมือ ถ้าไม่มีสองอย่างนี้ก็ยากหน่อย แต่ผมก็เคยทำสำเร็จมาแล้วนะ” สุภาพบุรุษชราหัวเราะเบาๆ เหมือนกับพอใจในตัวเอง
“ทนายฝ่ายตรงข้ามของคุณก็เจองานหินแบบนั้นใช่ไหมครับ” เจอรัลด์กล่าวขึ้น สะท้อนเสียงหัวเราะของอีกฝ่าย
“ก็ทำนองนั้นแหละ เพียงแต่ว่าพวกเขาทำไม่สำเร็จ” ทนายความตอบ
“ผมได้พบกับวินเซนซาตอนเขามาที่นี่เดือนก่อน” เจอรัลด์ว่าต่อไป “ดูเขาเป็นคนที่น่านับถือทีเดียว ไม่เหมือนพวกอเมริกาใต้สักนิด”
“เขาไม่ใช่พวกนั้นนี่ เขามีเลือดผู้ดีสเปนเต็มตัวทีเดียวแหละ แล้วก็เป็นสุภาพบุรุษมากๆ เลย” ฮอลล์ตอบ
“ผมก็คิดว่าอย่างนั้นครับ” เจอรัลด์ตอบ “คำว่า ‘พวกอเมริกาใต้’ ที่ผมพูดถึงนี่เป็นความหมายทั่วๆ ไปเท่านั้นเองครับ เขาพูดภาษาอังกฤษได้ดีเท่าๆ กับผมเลยทีเดียว”
“นั่นถือเป็นคำชมที่ยิ่งใหญ่จากชาวไอริชเชียวนะ” ฮอลล์พูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆ อีกครั้ง
“ผมคิดว่าน้องสาวของเขาก็คงน่ารักในแบบของเธอเช่นเดียวกัน” เจอรัลด์พูดต่อ มองเห็นโอกาสที่จะได้สนองความอยากรู้เกี่ยวกับทายาทสาวที่เกิดขึ้นในใจเขานับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รู้ว่าเธอมีตัวตนอยู่ “เธอเป็นพยานที่ดีไหมครับ”
“ใครนะ น้องสาวที่ไหน นี่คุณพูดถึงอะไร” ทนายความถามกลับ
“อ้าว ก็น้องสาวของวินเซนซา น้องคนละพ่อนั่นไงครับ จากที่เขาเล่าให้ฟัง ผมเข้าใจว่าเธอเป็นเจ้าของที่แท้จริงของที่ดินนั่น”
“โอ สงสัยจะใช่” ฮอลล์พูดช้าๆ “รายละเอียดพวกนี้ผมคงหลงลืมไป วินเซนซาเป็นลูกความของผม เขากระทำการแทนเธอโดยมีหนังสือมอบอำนาจ  ชื่อของเธอแทบไม่ได้ปรากฏเลยตั้งแต่ต้นของคดีแล้ว”
“งั้นคุณก็ไม่ได้พบเธอสิครับ” เจอรัลด์พูด รู้สึกได้ถึงความผิดหวังเล็กน้อยของตน
“พบเธอเหรอ” ทนายความทวนคำพูดอีกครั้ง “ไม่เลย ผมจะพบเธอได้ยังไงเล่า เธอไปเรียนอยู่ในยุโรป ผมเชื่อว่าคงเป็นคอนแวนต์ไหนสักแห่งในฝรั่งเศสนะ”
“อ้อ” เจอรัลด์รับคำ “ถ้างั้นเธอก็ยังเด็กอยู่สิครับ ไม่รู้ทำไม ผมถึงจินตนาการว่าเธอเป็นผู้ใหญ่ เป็นสาวแล้วน่ะครับ”
“ผมก็บอกไม่ได้ว่าเธออายุเท่าไหร่ แต่คงจะต้องมากกว่ายี่สิบเอ็ดปีแน่ๆ เพราะไม่งั้นเธอคงไม่สามารถมอบอำนาจให้พี่ชายได้  หนังสือมอบอำนาจของเธอถูกตรวจสอบตั้งแต่แรกก็ปรากฏว่าปกติดี”
“เข้าใจแล้วครับ” เจอรัลด์เอ่ยช้าๆ แต่เรื่องที่คุยกันก่อให้เกิดความคิดใหม่แก่ฮอลล์ แล้วเขาก็ขัดจังหวะขึ้น
“และนั่นก็เป็นสิ่งเดียวที่ถูกต้องในเรื่องราวคดีนี้ทั้งหมด คุณรู้ไหมว่าเราเกือบจะแพ้อยู่รอมร่อ เพราะการเก็บเอกสารต่างๆ ของพวกเขาสะเพร่า ปะปนกันยุ่งเหยิงไปหมดเลย”
“เก็บยังไงหรือครับ” เจอรัลด์ถามอย่างเสียไม่ได้ ดูเหมือนว่าคดีนี้จะกลายเป็นคดีธรรมดาๆ ไปเสียแล้ว ชายหนุ่มจึงเริ่มจะหมดความสนใจ
“ไม่ได้เก็บอะไรไว้เลยน่ะสิ” ฮอลล์ตะโกนอย่างเดือดดาล “คิดดูเอาเถอะ โฉนดตัวจริง หนังสือโอนสิทธิ์ภาษาสเปนฉบับเก่า กุญแจสำคัญของคดีนี้เชียวนะ ไม่มีใครหาพบจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย และก็พบโดยอุบัติเหตุแท้ๆ คุณทายสิว่าหาเจอที่ไหน”
“เดาไม่ถูกเลยครับ” เจอรัลด์ตอบ แล้วกลั้นหาว
“อยู่หลังรูปพระแม่มาดอนน่าน่ะสิ ผมเดาว่าแรกเริ่มคงมีคนเอาโฉนดไปใส่กรอบแขวนประดับไว้ ตั้งแต่ชาติไหนก็ไม่รู้ แล้วต่อมาคงมีพวกอวดฉลาดสักคนเห็นว่ารูปพระแม่เป็นศิลปะเลิศล้ำ เอาไปใส่กรอบทับโฉนดเสียเลย แล้วโฉนดก็แขวนอยู่อย่างนั้นมาสักสิบปีเห็นจะได้”
“น่าประหลาดมากเชียวนะครับนั่น” เจอรัลด์พูดขึ้น ความสนใจของเขากระเตื้องขึ้นเมื่อเห็นความเป็นไปได้ที่จะเขียนคอลัมน์ข่าว โดยใช้รายละเอียดพวกนี้ของคดีที่ดูเหมือนจะไร้ความน่าสนใจในสายตาของเพื่อนนักข่าวคนอื่นๆ
“น่าประหลาดรึ! ผมขอเรียกมันว่าบาปมากกว่า ชั่วร้ายที่สุดเลย” ชายสูงวัยพูดอย่างโกรธเคือง “ลองนึกภาพดูเถอะ เงินตั้งสองแสนดอลลาร์แขวนอยู่ในที่อย่างนั้น แล้วถูกพบโดยเหตุบังเอิญนี่นะ”
“แล้วคุณบังเอิญไปเจอเข้าได้ยังไงครับ” เจอรัลด์ถาม “เป็นผม คงไม่คิดจะไปหาที่นั่นแน่”
“ไม่มีคนสติดีที่ไหนคิดหรอก” ทนายความพ่นออกมาด้วยความหงุดหงิด เมื่อนึกย้อนความจำว่าโฉนดที่หายไปทำให้เขากระวนกระวายขนาดไหน “มันถูกพบโดยบังเอิญแท้ๆ เทียว เจ้าคนใช้ซุ่มซ่ามคนหนึ่ง ถูกพระเจ้าดลใจให้เงอะงะไปทำรูปหล่นลงมา แล้วกรอบรูปแตก รูปพระแม่ถูกถอดออก แล้วโฉนดที่หายไปก็ปรากฎออกมา”
“แล้วนั่นก็เป็นจุดที่ทำให้คดีหักเห น่าสนใจจริงๆ ครับ” เจอรัลด์พูด ตอนนี้เจอรัลด์มองเห็นว่าคดีความเรื่องนี้ชักจะคล้ายนวนิยายผจญภัยแนวสืบสวนอย่างที่เขาหลงใหลเข้าไปทุกที “ผมคิดว่า ต่อไปพวกเขาคงฉลาดพอที่จะเก็บโฉนดไว้ในที่ปลอดภัยนะครับ”
“ผมน่ะเก็บแน่ๆ พนันด้วยชีวิตคุณได้เลย ผมเป็นผู้ดูแลเอกสารทั้งหมดของครอบครัวนี้แล้ว ถ้ามันหายไปอีก มันจะต้องทำอะไรที่ไม่เคยมีอะไรทำมาก่อนละ” แล้วทนายผู้เฒ่าก็หัวเราะชอบอกชอบใจ พลางชี้ไปยังตู้เซฟขนาดใหญ่ที่มุมห้องทำงาน
“งั้นโฉนดก็อยู่ที่นี่สิครับ” เจอรัลด์ถามขณะมองตามสายตาของฮอลล์ไป
“ใช่แล้ว อยู่ที่นี่แหละ เป็นเอกสารเก่าแก่ที่น่าพิศวงมากเชียวล่ะ  เป็นเอกสารการโอนสิทธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดฉบับหนึ่งเท่าที่ผมเคยพบมาเลยทีเดียว คุณอยากดูไหมล่ะ” แล้วทนายความก็ลุกขึ้นไปเปิดเซฟ
มันคือเอกสารเก่าแก่หน้าตาประหลาด เขียนเป็นภาษาสเปนสมัยเก่าหน้าตาแปลกบนม้วนกระดาษสีซีดจาง เนื้อความของเอกสารเป็นอย่างไร เจอรัลด์ไม่อาจเข้าใจได้ แต่ตรงมุมด้านล่างมีอะไรบางอย่างที่ดึงดูดความสนใจของเขาในทันที และมันแทบจะทำให้หัวใจเขาหยุดเต้น
มีลายเซ็นชื่อ รอดริเกซ คอสเตลโย อี อูการ์เต ด้วยตัวอักษรเหลี่ยมๆ แบบลายมือสมัยเก่า ด้านตรงข้ามเป็นตราประทับขนาดใหญ่ ตรารูปศีรษะและไหล่ของอัศวินสวมเกราะ ด้านล่างมีคติพจน์ “ไม่มีใครหยามได้” พื้นหลังของตราที่ถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ ตามแนวนอน ส่วนล่างเป็นสีฟ้า ส่วนบนเป็นสีเงินปักรูประฆังสีน้ำเงินให้ด้านเดียวกันชนกัน จุดต่อจุดเหมือนเป็นพิมพ์เดียวกันกับรูปตราที่เจอรัลด์ได้รับจากวิทยาลัยเฮอเริลด์ในอังกฤษ และเหมือนตราที่เขาเห็นเป็นครั้งแรกจากลายปักบนผ้าเช็ดหน้าของหญิงผู้ตายในดริม
“คุณเป็นอะไรไปน่ะ ไม่เคยเห็นโฉนดภาษาสเปนเก่าๆ แบบนี้มาก่อนหรือไง หรือว่ามันฤทธิ์แบบหัวของนางเมดูซ่า มองแล้วกลายเป็นหินไปเลย” ฮอลล์ถามเมื่อสังเกตเห็นเจอรัลด์มีอาการสะดุ้งประหลาดใจ และพินิจพิเคราะห์ตรานั้นเขม็ง
“ผมเคยเห็นตรานี้มาก่อน” ชายหนุ่มพูดขึ้นอย่างช้าๆ “แต่นามสกุลนี้” เขาชี้นิ้วไปที่ลายเซ็น “ผมรู้ว่านามสกุลของวินเซนซาจะต้องไม่เหมือนกับน้องสาวต่างพ่อของเขาแน่ๆ แต่นี่ใช่นามสกุลของเธอหรือเปล่าครับ”
“อูการ์เตหรือ ใช่แล้ว” ทนายความตอบหลังชำเลืองมองไปยังกระดาษนั่น
“ผมหมายถึงทั้งหมดเลย” แล้วเจอรัลด์ก็ชี้ไปอีกครั้ง
“คอสเตลโล!” แล้วฮอลล์ก็ออกเสียงเป็นภาษาสเปน “กอสเตลโย” มันฟังดูแปลกหูและไม่คุ้นเคยสำหรับชายหนุ่ม “คอสเตลโล ใช่ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ แต่ผมคงไม่พยายามไปสืบเสาะชื่อภาษาสเปนไปให้มากกว่าที่จำเป็นจริงๆ หรอกนะ”
“แต่คอสเตลโลเป็นนามสกุลของคนไอริชนะครับ” เจอรัลด์บอก
“งั้นรึ คุณต้องรู้สินะ แต่ว่า ‘คอสเตลโย’ น่ะเป็นภาษาสเปนแน่นอน เอาล่ะพ่อหนุ่ม ผมคงจะต้องขอให้คุณกลับไปได้แล้วละ”
เจอรัลด์ตรงกลับบ้านเลยโดยไม่แวะที่ทำงาน
เขาไขกุญแจโต๊ะ หยิบเอาผลงานสองชิ้นจากการลงมือสืบสวนครั้งแรกของเขาขึ้นมา แล้วค่อยๆ วางลงเคียงข้างกัน และพินิจพิจารณาแต่ละชิ้นอย่างใกล้ชิด ใบหน้างดงามอันซีดขาวของคนตายที่ถูกอัดขึ้นใหม่โดยช่างภาพไม่ได้บอกอะไรแก่เขาเลย เขาเพียรที่จะหาความคล้ายคลึงกัน พยายามเพื่อกระตุ้นความทรงจำ ด้วยการจ้องมองใบหน้าที่ปราศจากความรู้สึกนั้นอย่างยาวนาน ทว่าก็เปล่าประโยชน์ จากนั้นเขาหันไปหาภาพระบายสีของตราประจำตระกูล เขาคุ้นเคยกับทุกเส้นลายของมัน ชำเลืองมองเพียงแวบเดียวก็บอกได้ว่า มันเหมือนกันทุกประการกับตราประทับบนโฉนด เรื่องนี้เขาให้มั่นใจดีอยู่แล้ว และความทรงจำของเขาไม่ทรยศเขาแน่ แล้วเขาก็เก็บของทั้งสองอย่าง รูปถ่ายที่น่าเวทนา และตราประจำตระกูลอันสง่างามเข้ากระเป๋า และออกจากห้องไป ในเย็นวันเดียวกันนั้นเองเขานั่งรถไฟสายซาคราเมนโตไปแมรีส์วิลล์
เมื่อเจอรัลด์เดินทางถึงซาน ลูอิส อันเป็นที่อยู่ตามไปรษณีย์ของฟาร์มอูการ์เต ก็ได้พบกับความผิดหวัง ค่ำมืดลงทุกที และจากที่สอบถามคนดูก็ได้ความว่าบ้านของวินเซนซาอยู่ห่างออกไปอีกสิบสองไมล์ เจอรัลด์นั้น หลังจากที่ขี่ม้ามาสิบแปดไมล์บนถนนที่ฝุ่นตลบจากแมรีส์วิลล์ ก็ไม่อยากจะไปไหนต่ออีกแล้ว ดังนั้นเขาจึงหยุดม้าที่โรงม้าแห่งหนึ่ง ตั้งใจจะหาที่พักที่ดีที่สุดเท่าที่ซาน ลูอิสจะมีให้
หน้าตาของชายที่รับบังเหียนไปตอนเขาลงจากม้านั้นดูคุ้นเคย ชายหนุ่มมองใบหน้านั้นใกล้ๆ  และเห็นได้ชัดว่าทั้งสองฝ่ายจำกันได้ เพราะคนเลี้ยงม้าเอ่ยทักชื่อเขาด้วยสำเนียงท้องถิ่นแบบเวสต์ไลนสเตอร์อย่างแจ่มชัด
“ผมจะไม่ยอมกินอะไรอีกเลย ถ้านั่นไม่ใช่เจ้านายเจอรัลด์ เฟรนช์!” เขาพูด “เจ้าประคุณรุนช่อง แต่ก็ดีที่ได้เจอท่านอีกนะครับ ออกมานี่หน่อยสตีฟ มารับม้าไป กระโดดลงมาเลยครับนายเจอรัลด์ ยืดแข้งยืดขาเสียหน่อย เหนื่อยเสียแทบตายเลยสิครับ”
ชายเม็กซิโกร่างเล็กโผล่ออกมาพาม้าซึ่งเหนื่อยอ่อนเข้าไปในคอก จากนั้นเจอรัลด์ก็หันมามองหน้าชายผู้ทำท่าเหมือนรู้จักเขาเป็นอย่างดี นักข่าวหนุ่มจึงพยายามเต็มที่ที่จะ ‘นึกชื่อให้ออก’
“ท่านจำผมไม่ได้ใช่ไหมครับใต้เท้า แล้วท่านจะจำได้ยังไงกัน แต่ผมจำท่านได้ดีเลยครับ ผมเคยขับรถม้าให้ท่านบ่อยๆ และคุณเอ็ดเวิร์ดด้วยครับ ผมเคยทำงานให้คุณรอสแห่งมัลลิงเกอร์ ผมคือเดนนี่คนขับรถไงครับ เดนนิส ดริสคอล ครับใต้เท้า ท่านต้องรู้จักผมสิครับ”
“ใช่แล้ว ฉันจำได้แล้ว” เจอรัลด์บอก ความทรงจำค่อยๆ กลับคืนมา “แต่ใครจะไปนึกล่ะว่าจะเจอแกเข้าในสถานที่อย่างนี้ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแกออกจากโรงม้าของรอสแล้ว”
“หกหรือเจ็ดเดือนมาแล้วครับใต้เท้า”
“แล้วแกอยู่ที่นี่ตั้งแต่นั้นมาเลยหรือ ฉันหวังว่าแกคงจะสบายดีนะ” เจอรัลด์พูด
“ตั้งแต่นั้นแหละครับท่าน แล้วผมก็สบายดี ด้วยพรของพระเจ้า ผมเป็นเจ้าของที่นั่นครับ” เขาชี้ไปยังโรงม้า “แล้วก็ม้าดีประเสริฐอีกหกตัว”
“ฉันดีใจด้วย” เจอรัลด์พูดอย่างจริงใจ “ฉันดีใจที่ได้ยินว่าเด็กหนุ่มจากบ้านเดียวกันสบายดี”
“ไม่เข้ามาข้างในก่อนละครับท่าน ดื่มอะไรเสียหน่อย ท่านคงสำลักฝุ่นแย่ไปแล้ว”
“เอาซะหน่อยก็ดีเหมือนกัน” เจอรัลด์ตอบ “ฉันรู้สึกเหมือนกับกลืนเอาหินปูนเข้าไปเลย”
จากนั้นไม่นานทั้งสองคนก็นั่งกันอยู่ในห้องของเดนนี่ เจอรัลด์ล้างคอที่เต็มไปด้วยฝุ่นด้วยเบียร์ชั้นดี ขณะที่เจ้าของบ้านง่วนอยู่กับขวดใบใหญ่หุ้มหวายที่เขาบอกนักข่าวด้วยเสียงเบาๆ ที่น่าประทับใจว่ามันบรรจุไว้ด้วย “วิสกี้เกือบแกลลอน”
การสนทนาของทั้งคู่ล่วงเลยไปจนดึกดื่น แต่ก่อนหน้านั้นเจอรัลด์ได้ขอให้เดนนี่ส่งผู้ช่วยชาวเม็กซิโกขี่ม้าป่าฝีเท้าดี ถือนามบัตรของเขาไปยังฟาร์มอูการ์เตโดยด่วน แล้วมอบมันให้กับวินเซนซา บนนามบัตรนั้นเขียนว่า “กรุณามาที่ซาน ลูอิสให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ มีธุระสำคัญที่สุด”
เนื่องจากเรื่องราวที่คนขับรถเก่าเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการย้ายที่อยู่และความร่ำรวยในระยะหลังของวินเซนซา ดูเหมือนจะช่วยชี้ทางสว่างให้กับเรื่องลึกลับแห่งสุสานเมืองดริมได้แล้ว
ซินญอร์วินเซนซาปรากฏตัวขึ้นในเช้าวันต่อมา ขณะที่เจอรัลด์เพิ่งจะรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เจ้าของฟาร์มจำนักข่าวจากดิอิฟนิงเมลล์ได้ และทักทายอย่างสนิทสนม เขาแสดงความประหลาดใจที่เจอรัลด์มาเยือนเมืองนี้ เห็นได้ชัดว่าหนุ่มสเปนคิดว่า การมาเยี่ยมเยียนโดยไม่ได้คาดหมายนี้เกี่ยวกับคดีที่เพิ่งตัดสินไปเมื่อเร็วๆ นี้ แต่แล้วคำพูดของเจอรัลด์ขจัดความเข้าใจผิดของเขาไปโดยสิ้นเชิง
“คุณวินเซนซา” เจอรัลด์พูดขึ้น “ผมได้ยินเรื่องที่น่าประหลาดมากเกี่ยวกับน้องสาวของคุณ ผมจึงได้มาที่นี่เพื่อขอให้คุณอธิบายให้ฟัง”
หนุ่มสเปนหน้าถอดสี และมองหน้านักข่าวอย่างไม่สบายใจ
“คุณหมายความว่ายังไง” เขาถาม “ผมไม่เข้าใจ น้องสาวผมอยู่ในยุโรป”
“ใช่ครับ” เจอรัลด์ตอบ “ในยุโรป ในไอร์แลนด์ เธอนอนอยู่ในหลุมศพไม่มีชื่อในสุสานของเมืองดริม”
วินเซนซากระโดดยืนขึ้น บุหรี่หล่นจากนิ้ว ทั้งสองอยู่ในห้องของเจอรัลด์ที่โรงแรม โดยที่เจ้าของห้องตั้งใจให้มีโต๊ะคั่นกลางอยู่ โดยคาดไว้ก่อนว่าอาจจะต้องรับมือกับบุคคลอันตราย วินเซนซาชะโงกตัวข้ามโต๊ะแคบๆ มา ลมหายใจร้อนๆ เป่าหน้าของเจอรัลด์ขณะที่วินเซนซาส่งเสียงตะคอกออกมาอย่างเดือดดาล “ไอ้บ้าเอ๊ย แกหมายความว่ายังไง แกรู้มากแค่ไหน”
“ผมรู้ทุกอย่างนั่นแหละ ผมรู้ว่าเธอตายบนรถม้าระหว่างทางจากมัลลิงเกอร์ รู้ว่าคุณจัดการซื้อโลงศพแล้วก็ติดสินบนสัปเหร่อให้ปิดปากเงียบ รู้ว่าคุณวางเธอไว้กลางดงวัชพืชในสุสาน ในความสงัดของกลางคืน รู้ว่าคุณตัดชื่อเธอออกจากกระเป๋า และทำทุกอย่างที่จะทำได้เพื่อไม่ให้คนรู้ว่าเธอเป็นใคร แม้กระทั่งลากเอาคนขับรถม้าที่ช่วยคุณเอาเธอไปวางไว้ยังที่ที่เธอถูกพบมากับคุณด้วย  จำรูปนั่นได้ไหม แล้วคุณเคยเห็นตราประจำตระกูลนั่นมาก่อนไหม” เจอรัลด์ดึงกระดาษสองแผ่นจากกระเป๋าแล้วยื่นให้วินเซนซา
หนุ่มสเปนปัดมันไปข้างๆ อย่างหงุดหงิด และย่อตัวลงเหมือนจะกระโจนใส่ เจอรัลด์จ้องเขาไว้ไม่ละสายตา อีกฝ่ายยืดตัวขึ้น แล้วนั่งจมลงไปในเก้าอี้ด้านหลัง พยายามจะมวนบุหรี่สูบ แต่มือเขาสั่น ยาเส้นครึ่งหนึ่งร่วงลงบนพื้น
“คุณรู้มากพอดู  เจอรัลด์ เฟรนช์ คุณจะกล่าวหาว่าผมฆ่าน้องสาวตัวเองหรือ”
“เปล่า” เจอรัลด์ตอบ “เธอตายด้วยเหตุธรรมชาติต่างหาก แต่ผมขอกล่าวหาคุณว่าฉ้อโกง และยึดที่ดินนั้นไว้จากเจ้าของโดยชอบธรรม และยังกระทำการต่างๆ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจทั้งที่ไม่มีสิทธิ์แล้วตั้งแต่น้องสาวของคุณตายไป”
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ มีเพียงเสียงพึมพำสบถสาบานจากวินเซนซาขณะที่เขาปาบุหรี่ที่ยังมวนไม่เสร็จลงบนพื้น และเริ่มมวนใหม่อีก คราวนี้มวนสำเร็จ เขาพูดเมื่อจุดบุหรี่สูบได้แล้ว
“ฟังผมก่อนนะ พ่อหนุ่ม” เขาพูด “แล้วค่อยตัดสินผมอย่างที่ตัวคุณเองหวังว่าจะได้รับการตัดสิน…ด้วยใจกรุณา น้องสาวกับผมรักใคร่กันดี ผมรักเธอ โอ พระเจ้า ผมรักเธอ!” เสียงของเขาแตกพร่า และเจอรัลด์นึกถึงรายละเอียดของเรื่องที่เดนนี่เล่า และรู้สึกว่าเขาพูดความจริง เกือบนาทีกว่าวินเซนซาจะกลับคืนเป็นปกติและเริ่มพูดต่อ
“ใช่แล้วครับ เราสองพี่น้องรักกันมาก ถูกเลี้ยงจนโตมาด้วยกันอย่างพี่น้อง เราจะไม่เป็นพี่น้องกันได้อย่างไร แต่พ่อของแคทลีนาไม่เคยชอบผมเลย และท่านกำหนดเงื่อนไขไม่ให้มรดกที่เธอได้รับจากท่านตกมาถึงผม แม่ของผม แม่ของเรา ท่านตายไปได้หลายปีแล้ว แคทลีนาเป็นคนร่ำรวยครับ ส่วนผมมันยาจก แต่ตอนที่เธอยังอยู่ ความแตกต่างข้อนี้ไม่มีความหมายอะไร  เรามีความสุขและเป็นพี่น้องที่รักกันมาก เมื่อแคทลีนาอายุครบ เธอก็มอบอำนาจให้ผมเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของเธอ เธออยากไปเที่ยวยุโรปสักปีสองปี ผมจะพาเธอไป หลังจากเที่ยวกันสักพัก เธอจะไปอยู่ที่คอนแวนต์แห่งหนึ่งในฝรั่งเศส ส่วนผมจะเดินทางกลับบ้าน แต่ด้วยความที่เธอเป็นเชื้อสายของตระกูลคอสเตลโลอันเก่าแก่ เธอจึงอยากที่จะไปเยี่ยมบ้านของบรรพบุรุษ พวกเราก็เลยไปไอร์แลนด์กัน”
“ผมคิดว่าตระกูลคอสเตลโลสูญสิ้นไปหมดแล้วเสียอีก” เจอรัลด์กล่าว
“สายทางยุโรปนั้นหมดสิ้นไปแล้วตั้งแต่ปี 1813 เมื่อตอนที่ดอน โลเปซ คอสเตลโล ตายลงที่วิตตอเรีย แต่สายที่มีอายุน้อยกว่า ซึ่งไปตั้งรกรากอยู่ในเม็กซิโกตั้งแต่ตอนปลายของศตวรรษที่สิบแปด ยังคงเหลืออยู่จนกระทั่งเมื่อสองสามเดือนก่อน จนกระทั่งแคทลีนาตายไป จริงๆ แล้ว เธอก็คือคอสเตลโลคนสุดท้าย”
“เข้าใจละ” เจอรัลด์ว่า “ว่าต่อไปสิครับ”
“แคทลีนาภาคภูมิใจในตระกูลของเธอเหลือเกิน แคทลีนาที่น่าสงสาร  เธอให้ผมสัญญาว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเธอระหว่างที่เราอยู่ต่างประเทศ เธอจะต้องถูกฝังในสุสานของบรรพบุรุษของเธอ ในสุสานแห่งดริม หัวใจของเธออ่อนแอ และเธอก็รู้ว่าเธออาจจะตายลงอย่างปุบปับเมื่อใดก็ได้ ผมให้สัญญากับเธอ และระหว่างที่เราเดินทางไปยังที่ที่เธอต้องการจะเห็นมากที่สุดนั้น ความตายก็มาพรากแคทลีนาไป เหลืออีกแค่ไม่กี่ไมล์ก็จะถึงที่ที่บรรพบุรุษของเธอเคยอาศัยอยู่ และที่ที่ร่างของพวกเขากลายเป็นธุลีดินเมื่อนานแสนนานมาแล้ว ทีนี้เห็นหรือยัง คุณเฟรนช์ ว่าผมไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทิ้งร่างของเธอไว้ที่นั่น”
“นั่นไม่ใช่ประเด็น” เจอรัลด์พูด “ทำไมต้องเก็บเป็นความลับด้วยล่ะ แล้วทำไมต้องหลบหนีมา ผมแน่ใจว่า เช้าวันต่อมา ดร. ลินน์จะสามารถจัดการให้เป็นไปตามความต้องการน้องสาวของคุณได้แน่ๆ คุณไม่จำเป็นต้องเอาเธอใส่โลงไปวางทิ้งไว้บนพื้นสุสาน ให้คนแปลกหน้ามาเป็นธุระจัดการงานศพของเธอ” เจอรัลด์พูดอย่างโกรธเคืองและชิงชัง ด้วยเห็นว่าเขาทอดทิ้งเธอไว้อย่างโหดเหี้ยม
“ผมรู้ว่ามันต้องดูเป็นเช่นนั้นสำหรับคุณ” วินเซนซาพูด “และผมก็ไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับการกระทำของผม นอกจากข้อชี้แจงที่ว่า การตายของน้องสาวผม จะทำให้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเธอตกไปอยู่ในมือของคนที่เธอรังเกียจ และมันจะทำให้ผมซึ่งเป็นคนที่เธอรัก ต้องออกไปเผชิญโลกโดยไม่มีเงินติดตัวสักแดง ผมจึงทำเหมือนกับว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ และผมแน่ใจว่าเธอต้องการให้ผมทำเช่นนั้น ผมรู้ว่าคุณคงมองว่าข้อแก้ตัวนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ลองพิจารณาดูเถอะครับว่าสิ่งนี้ล่อใจผมมากแค่ไหน”
“แล้วคุณไม่คิดหรือว่าความจริงต้องปรากฎขึ้นสักวัน” เจอรัลด์ถาม
“คิดสิ แต่คงไม่ใช่ในเร็วๆ นี้หรอก จริงๆ นะ ผมคิดไม่ออกเลยว่าคุณมารู้ความจริงเข้าได้ยังไง”
แล้วเจอรัลด์ก็คิดถึงสถานการณ์แปลกๆ ที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน อันนำให้เขาไปไปถึงก้นบึ้งของเรื่องลึกลับนี้ ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว  ต้องยอมรับว่าความมั่นใจของวินเซนซานั้นค่อนข้างจะมีเหตุผลทีเดียว
“ตอนนี้คุณรู้เรื่องแล้ว  คุณตั้งใจจะทำยังไง” หนุ่มสเปนถามขึ้นหลังจากเงียบไปสักพัก
“ผมจะเขียนเรื่องทั้งหมดลงตีพิมพ์ทันทีที่กลับไปถึงซานฟรานซิสโก” เจอรัลด์ตอบทันที
“เพื่อเงินค่าเรื่องแค่สองสามร้อยดอลลาร์งั้นรึ แต่คุณจะทำให้ผมกลายเป็นยาจกเข็ญใจเชียวนะครับ”
“ความถูกต้องก็ต้องเป็นความถูกต้องวันยังค่ำ” หนุ่มไอริชพูด “ทรัพย์สมบัติพวกนั้นไม่ใช่ของคุณ”
“สักห้าหมื่นดอลลาร์พอจะทำให้คุณเงียบได้ไหม”  หนุ่มชาวสเปนถามขึ้นอย่างร้อนรน
“ไม่มีทาง ผมไม่วันรับเงินคุณสักแดงเดียว ผมไม่ยอมรับการกระทำของคุณ แล้วก็ไม่อยากมีส่วนในการโกงของคุณด้วย โดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกเห็นใจคุณ แต่ผมช่วยอะไรไม่ได้ ผมจะไม่ไปแจ้งตำรวจเรื่องคุณหรอก แต่ผมจะทำทุกอย่างที่นักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งจะทำได้กับเรื่องนี้ ผมเตือนคุณแล้วนะ ช่วยเหลือตัวเองก็แล้วกัน”
“ถ้างั้นคุณก็ไม่ต้องการจะติดต่อกับทายาทอื่นๆ ใช่ไหม” วินเซนซาถามด้วยความกระตือรือร้น
“ผมไม่รู้ และก็ไม่สนด้วยว่าพวกเขาเป็นใคร” เจอรัลด์ขัดขึ้น “ผมไม่ใช่นักสืบ ผมทำงานของผมเท่านั้น และผมจะไม่มีวันบอกเรื่องที่รู้มากับใครอื่น จนกว่าจะถึงเวลาตีพิมพ์”
“แล้วมันเมื่อไหร่ล่ะ” หนุ่มชาวสเปนถาม
“ทันทีที่ผมกลับถึงซานฟรานซิสโก” เจอรัลด์ตอบ “เรื่องคงตีพิมพ์ออกมาภายในเจ็ดหรือสิบวัน”
“ขอบคุณครับ ซินญอร์ และสวัสดี” วินเซนซากล่าวก่อนจะลุกขึ้นและออกจากห้องไป
สามวันหลังจากนั้น ซินยอร์มิเกล วินเซนซา ออกเดินทางสู่มหาสมุทรแปซิฟิกด้วยเรือกลไฟ มุ่งหน้าไปยังจีนและญี่ปุ่น เขาคงจะเอาเงินติดตัวไปด้วยจำนวนหนึ่ง เพราะว่าทายาทของแคทลีนา คอสเตลโล อี อูการ์เต พบว่าการเงินของผู้ตายอยู่ในสภาพยุ่งเหยิง และฟาร์มถูกนำไปจำนองในจำนวนเงินเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าที่แท้จริงเท่านั้น
เรื่องที่เจอรัลด์ เฟรนช์เขียนกินเนื้อที่ถึงสี่หน้าในฉบับถัดไปของ เดอะโกลเดนฟลีซ และได้รับการตีพิมพ์และวิจารณ์ไปทั่วทั้งสองทวีป แลร์รีคนรับใช้แห่งบอลลีไวร์ก็ได้อ่านเรื่องนี้ในหนังสือพิมพ์โปรดของเขาคือ เวสต์มีธ เซนติเนล และขณะที่แลร์รีวางหนังสือพิมพ์ลง เขาก็ร้องอุทานขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า
“ให้ตายเถอะ นายท่านหาเจอเธอจนได้”

วาสิตา แปล
รัชยา เรืองศรี บรรณาธิการต้นฉบับ